การปลูกในวัสดุปลูก (Substrate culture)

การปลูกในวัสดุปลูก (Substrate culture)

เป็นการปลูกในลักษณะที่คล้ายกับการปลูกพืชบนดินมากที่สุดการดูแลรักษา จึงคล้ายกับการปลูกพืชในกระถาง แต่ใช้วัสดุปลูกอื่นแทนดินเพื่อให้รากพยุงลำต้นอยู่ได้ การปลูกในวัสดุปลูกปริมาณของวัสดุปลูกจะน้อยกว่าดินมาก คือรากพืชจะมีพื้นที่ในการหาน้ำและอาหารไม่เกิน 5 ลิตรต่อต้น ดังนั้นการจัดการเกี่ยวกับน้ำและธาตุอาหารจะต้องดูแลเป็นพิเศษต้องควบคุมปริมาณน้ำในวัสดุปลูกให้เหมาะสม โดยนอกจากใช้วัสดุปลูกที่ี่มีการระบายน้ำดี อุ้มน้ำได้น้อย มีอัตราส่วนระหว่างน้ำและอากาศที่เหมาะสมแล้ว ยังต้องควบคุมการให้สารละลาย ต้องระวังไม่ปล่อยให้วัสดุปลูกแห้งจนไม่มีความชื้นเหลืออยู่ เพราะถ้าแห้งถึงระดับหนึ่งรากอาจไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิมได้ ทำให้เกิดความเสียหายได้ วิธีที่เหมาะสมคือ ให้ครั้งละน้อยๆ แต่ให้บ่อยๆ เหตุนี้เองระบบควบคุมการให้น้ำอัตโนมัติจึงเป็นสิ่งจำเป็น สูตรและความเข้มข้นของสารละลายธาตุอาหารจะต้องเหมาะสมกับชนิดพืช ช่วงการเจริญเติบโต และสภาพภูมิอากาศก่อนปลูกควรปรับ pH ของวัสดุปลูกให้อยู่ในช่วง 5.5-6.0โดยใช้สารละลายกรดไนตริกเจอจาง ข้อควรระวังอีกอย่างหนึ่งคือต้องเก็บเศษรากพืชที่เหลือออกจากวัสดุปลูกให้หมดเมื่อต้องเริ่มปลูกพืชครั้งใหม่

1. การปลูกโดยใช้วัสดุปลูกในถุงพลาสติก
เป็นวิธีการปลูกที่นิยมกันอย่างแพร่หลายวิธีหนึ่ง วัสดุปลูกที่ใช้จะแตกต่างกันออกไป ได้แก่ Rock woolดินเหนียวเผา Perlite หินภูเขาไฟ ทรายหยาบ แท่งฟองน้ำ อินทรียวัตถุต่างๆ เช่น ขุยมะพร้าว ขี้เถ้าแกลบ แกลบสด ฯลฯ เทคนิคในการปลูกพืชโดยปลูกในวัสดุปลูกส่วนใหญ่จะแตกต่างกันในแง่ของเทคนิคการให้น้ำและสารละลายธาตุ6อาหาร (ความถี่และปริมาณสารละลายที่ให้แต่ละครั้งและองค์ประกอบของสารละลาย) ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของวัสดุปลูกที่ใช้ ซึ่งจะต้องมีการทดลองเพื่อหาวิธีการที่เหมาะสม ในที่นี้จะยกตัวอย่างของวัสดุปลูกที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ และมีข้อมูลทางเทคนิค และโดยทั่วไปสามารถใช้กับวัสดุปลูกภายในประเทศได้ได้แก่

                1.1 การปลูกพืชในแท่ง Rock wool ให้น้ำแบบน้ำหยดและไม่มีการนำสารละลายกลับมาใช้ใหม่

          Rock wool เป็นวัสดุปลูกที่มีการนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุด เริ่มใช้ในประเทศเนเธอร์แลนด์ แท่งวัสดุปลูกจะมีขนาดต่างๆตามชนิดของพืชที่ปลูก เช่น ขนาด 1.80x15x7.5 เซนติเมตร สามารถปลูกมะเขือเทศได้ 3 ต้น โดยมีความหนาแน่นการปลูก 2.5 ต้น/ตารางเมตร พลาสติกที่ใช้หุ้มแท่งrock wool เป็นพลาสติก สองหน้าดำและขาว โดยด้านขาวจะอยู่ด้านนอก เพื่อสะท้อนแสงและความร้อน โดยใช้พลาสติกหนา 60 ถึง 150 ไมครอน ในการห่อหุ้มแท่งปลูกจำนวน 9000 แท่ง จะต้องใช้พลาสติกทั้งหมด 5000 ตารางเมตร ถ้าเป็นพลาสติกหนา 150 ไมครอน จะหนัก 700 กิโลกรัม และถ้าพลาสติกหนา60 ไมครอน จะหนัก 300 กิโลกรัม

ขั้นตอนการปลูกปฏิบัติดังนี้ (รูปที่ 1)

          1. ปรับพื้นที่ให้เรียบและได้ระนาบและทำร่องระบายน้ำระหว่างแถว เป็นขั้นตอนที่สำคัญมากซึ่งจะมีผลต่อการระบายน้ำและการวางแท่ง Rock Wool ให้อยู่ในแนวระนาบให้มากที่สุด   เพื่อให้การแพร่กระจาย ของความชื้นในวัสดุปลูกสม่ำเสมอคือถ้าวางถุงปลูกไม่ได้ระนาบบริเวณที่ต่ำจะมีการขังน้ำวัสดุปลูกจะเปียกเกินไปส่วนบริเวณที่สูงก็จะแห้งเกินไปและมีการสะสมของเกลือสูงเป็นอันตรายต่อพืช
2. ปูแผ่นพลาสติกให้เต็มพื้นที่ โดยใช้พลาสติกขาวดำ หนา 80 ถึง 150 ไมครอน
3. วางแผ่นโฟมขนาดบางลงบนดิน เพื่อใช้วางแท่ง rock wool อีกทีหนึ่ง(เพื่อให้แท่งปลูกอยู่ในแนวรtนาบมากที่สุด)หรืออาจจะไม่ใช้แผ่นโฟม โดยปูลงบนดินโดยตรงก็ได้แต่จะต้องมีการปรับดินให้ดี
4. วางแท่ง Rock Wool  บนแผ่นโฟม  หรือ วางบนดินโดยตรง  ต้องวางแท่งวัสดุปลูกให้อยู่ในแนวระดับให้มากที่สุด  เพื่อให้การแพร่กระจายสารละลายในวัสดุปลูกทั่วถึงและสม่ำเสมอ ป้องกันการเกิดสภาพขังน้ำและวัสดุปลูกบางส่วนแห้งเกินไปและเกิดการสะสมเกลือ

 5. วางระบบท่อให้น้ำแบบน้ำหยด 1 หัวหยดต่อพืช 1 ต้น
6. แช่แท่ง Rock wool ด้วยกรด HNO3 เข้มข้น 0.5 % เพื่อปรับ pH ของแท่ง Rock Wool ให้อยู่ประมาณ 5.5-6.0 หลังจากนั้นเจาะรูกลางแท่งวัสดุปลูก ยาว 2 เซนติเมตร สูงจากก้นถุง 1.5 เซนติเมตรโดยเจาะด้านที่อยู่ติดกันรางระบายน้ำเพื่อเป็นทางระบายน้ำ
7. ย้ายปลูกพืชที่เพาะในแท่งเพาะชำ

 2.2 การปลูกพืชในแท่ง Rock wool ให้น้ำแบบน้ำหยดและมีการนำสารละลายกลับมาใช้ใหม่
จากการปลูกโดยวิธีแรกจะมีสารละลายธาตุอาหารพืชส่วนเกินที่ระบายออกจากวัสดุปลูกจำนวนมาก และสารละลายส่วนนี้จะไหลซึมลงในดิน  และอาจจะเลยไปถึงน้ำใต้ดิน ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อสภาพแวดล้อมวิธีการนี้จะมีการนำสารละลายส่วนที่เหลือกลับมาปรับค่า pH และ ECในถังผสมสารละลายและนำกลับไปให้กับพืชใหม่
ปัญหาของ Rock wool  คือ  หลังจากใช้แล้วก็จะเหลือเป็นปัญหาในการกำจัดอีก เนื่องจากไม่มีการสลายตัวตามธรรมชาติ   ดังนั้นได้มีการหาวัสดุปลูกอื่นๆ  ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้หลายๆ ปี เช่น แท่งฟองน้ำ หรือพวกอินทรียวัตถุต่างๆซึ่งหลังจากใช้ปลูกพืชแล้วยังสามารถนำมาใช้เป็นอินทรียวัตถุปรับปรุงได้อย่างดีอีกด้วย   ซึ่งวัสดุปลูกที่เป็นอินทรียวัตถุน่าจะเป็นวัสดุปลูกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศไทยเพราะสามารถหาได้จากภายในประเทศและราคาไม่แพง เช่น ขุยมะพร้าว ขี้เถ้าแกลบ แกลบสด ขี้เลื่อย กากอ้อยนอกจากนี้ส่วนฟองน้ำก็   เป็นวัสดุปลูกอีกชนิดหนึ่งที่น่าจะนำมาใช้เป็นวัสดุปลูกได้  เนื่องจากมีโรงงานผลิตฟองน้ำจำนวนมากแต่ต้องระวังในการนำมาใช้เป็นวัสดุปลูก   เนื่องจากในบางครั้งฟองน้ำจะมีการใส่สารป้องติดไฟซึ่งสารนี้จะเป็นพิษต่อ  พืชต้องมีการทดสอบก่อนโดยใช้ฟองน้ำนี้มาทดลองเพาะกล้าผักก่อนถ้ามีสารนี้รากพืชจะไม่งอกหรืองอกออกมาแล้วจะตาย  นอกจากฟองน้ำแล้วเส้นใยมะพร้าวอัดเป็นแผ่นที่ใช้ทำเตียงก็น่าที่จะสามารถนำมาใช้เป็นวัสดุปลูกได้  นอกจากการปลูกพืชในวัสดุปลูกที่บรรจุถุงตามแนวนอนแล้วยังมีการปลูกพืชในถุงตามแนวตั้งและในกระถางอีก

  สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการปลูกพืชในวัสดุปลูก

      1. ปริมาณออกซิเจนบริเวณรากพืช ซึ่งจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ดังนี้
– การระบายอากาศบริเวณรากพืช คือ ต้องเลือกวัสดุปลูกที่มีความพรุนสูงและมีการระบายน้ำดีหรืออาจต้องมีการให้อากาศแก่สารละลายด้วยในกรณีที่ปลูกในสารละลาย
– ระบบการระบายน้ำต้องดี โดยในขั้นตอนการปรับพื้นที่จะต้องให้เรียบและมีความลาดเอียงที่เหมาะสมและการวางถุงวัสดุปลูกต้องให้ได้ระดับ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากในการปลูกพืชในวัสดุปลูก
      2. การควบคุมปริมาณน้ำให้พอเหมาะในวัสดุปลูก
โดยคุณสมบัติของวัสดุปลูกที่เหมาะสมทางทฤษฎี ควรมีส่วนที่เป็นสารละลาย 50% และส่วนที่เป็นอากาศ 50% ริมาตร นอกจากนี้วัสดุปลูกที่ใช้ควรมีความสามารถในการอุ้มน้ำต่ำดังนั้นการที่จะรักษาสัดส่วนของน้ำ และอากาศดังกล่าวจำเป็นต้องใช้วิธีการควบคุมการให้สารละลายให้ถี่ แต่ให้ครั้งละน้อยๆดังนั้นระบบควบคุมการให้น้ำโดยอัตโนมัติเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
ก่อนปลูกทำการปรับ pH ของวัสดุปลูกให้อยู่ในช่วง 5.5-6 โดยใช้สารละลายกรด HNO3 เจือจาง0.5% แช่วัสดุปลูกและเป็นการทำให้วัสดุปลูกเปียก แช่ทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง และจึงระบายออก ซึ่งจะเป็นการชะล้างวัสดุปลูกด้วย
      3. ต้องมีการควบคุมการให้ธาตุอาหารให้เหมาะสมตลอดการปลูก
สูตรและความเข้มข้นของสารละลายธาตุอาหารพืชจะต้องใช้ให้ถูกและเหมาะสมตามชนิดของพืช ช่วงการเจริญเติบโต (ช่วงเจริญทางลำต้น ใบ หรือช่วงให้ผลผลิต) และตามสภาพภูมิ-อากาศ (แสง และ อุณหภูมิ) นอกจากนี้วัสดุปลูกบางชนิดมีธาตุอาหารบางตัวอยู่แล้ว เช่น K ในขุยมะพร้าว และในขี้เถ้าแกลบ ดังนั้นในสารละลายต้องลดปุ๋ยเหล่านี้ลง
      4. ต้องควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม
ปัจจัยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมต่างๆ เช่น แสง ความชื้นสัมพัทธ์อุณหภูมิของอากาศและของวัสดุปลูกต้องอยู่ในช่วงเหมาะสมไม่สูงหรือต่ำเกินไป แต่ปัจจัยเหล่านี้ควบคุมได้ยากและต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s